ปัญหา "ถุงใต้ตาบวม" จัดการได้!
เป็นปัญหาที่เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคของความงามคงหนีไม่พ้นปัญหาของถุงใต้ตาบวม นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำเอาคุณสาวๆ นับร้อยถึงกันปวดเศียรเวียนเฮดกันอย่างมาก สาวๆ หลายคนที่เคยเจอกับปัญหา ถุงใต้ตาบวม บ่อยๆ แบบไม่รู้สาเหตุจึงไม่รู้ว่าจะรักษาหรือบรรเทาอย่าไรดีจึงทำให้อาการ ถุงใต้ตาบวม กลายเป็นอุปสรรคความงามที่สาวๆ แทบอยากจะร้องไห้กันเป็นแถวๆ วันนี้ราก็เลยนำเอา 5 วิธีแก้ปัญหา ถุงใต้ตาบวม รวมไปถึงวิธีหลีกเลี่ยงอาการถุงใต้ตาบวมมาฝากกันค่ะ รับรองได้เลยว่า 5 วิธีที่เรานมาบอกกันในวันนี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาอุปสรรคที่น่ารำคาญใจให้กับคุณผู้หญิงได้เป็นอย่างดีเลยแหละค่ะ ถ้าพร้อมสวยกันแล้วเราก็เข้าไปทำตาม 5 เทคนิคดีๆ กันเลยดีกว่านะค่ะ แล้วการดูแลผิวสวยจะไม่ใช่เรื่องที่หน้ากังวลใจสำหรับคุณอีกต่อไปค่ะ
5 วิธี แก้ปัญหา "ถุงใต้ตาบวม"
1. ถุงใต้ตาบวมจากอาการแพ้อาหาร
ในคนที่แพ้อาหารบางรายมักมีอาการใต้ตาคล้ำบวมร่วมด้วยอันเกิดจากการทำงานผิดปกติของไตซึ่งทำให้เกิดอาการบวมน้ำ ลองสังเกตตัวเองดูว่า มีอาการถุงใต้ตาคล้ำบวมหลังจากทานอาหารบางประเภทเข้าไปหรือไม่ อาหารบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย เช่น นมจากวัวที่ถูกเลี้ยงโดยการฉีดฮอร์โมน พืชผักจีเอ็มโอ หรือที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรม ฯลฯ หากทราบว่าตัวเองแพ้อาหารชนิดใดแล้วก็หลีกเลี่ยงที่จะไม่ทานในครั้งต่อไป แต่หากมีอาการร้ายแรงชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ เป็นผื่น หรือแน่นหน้าอกหายใจลำบากควรพบแพทย์โดยเร็วค่ะ
2. ถุงใต้ตาบวมจากอาการก่อนมีประจำเดือน
หากคุณสังเกตได้ว่าอาการใต้ตาบวมนั้นเกิดเป็นประจำทุกเดือนในช่วงไม่กี่วันก่อนประจำเดือนจะมาอาจเป็นไปได้ว่าอาการใต้ตาบวมของคุณเป็นหนึ่งในอาการ PMS (Premenstrual Syndrome) หรืออาการผิดปกติของผู้หญิงก่อนมีประจำเดือน การบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติสามารถทำได้โดยทานอาหารที่ช่วยขับปัสสาวะอย่างชาเขียว หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดหรืออาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งมากรวมทั้งลดเมนูอาหารที่ประกอบด้วยน้ำหรือน้ำแกงในช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนรอบเดือนจะมา สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดอาการบวมคล้ำใต้ตาอันเนื่องมาจากการคั่งของน้ำในร่างกายซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของฮอร์โมนค่ะ
3. ถุงใต้ตาบวมเนื่องจากกรรมพันธุ์
ลองสังเกตคุณแม่หรือคุณยายของคุณดูว่าท่านมีถุงใต้ตาด้วยหรือไม่ ถ้าหากคำตอบคือใช่ล่ะก็คุณคงไม่สามารถทำอะไรมากเพื่อกำจัดถุงใต้ตาที่คุณมีอยู่ได้ ที่พอทำได้คือพยายามดูแลตัวเองหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้ใต้ตาของคุณบวมคล้ำมากขึ้น ถึงแม้จะไม่สามารถกำจัดถุงใต้ตานี้ออกไปได้แต่อย่างน้อยก็ทำให้คุณไม่หลงเชื่อคำโฆษณาจากเครื่องสำอางค์หรือคอร์สเสริมความงามว่า จะลบถุงใต้ตาให้อันตรธานไปจากใบหน้าคุณได้ค่ะ

4. ถุงใต้ตาบวมเป็นปกติและยิ่งบวมมากขึ้นเมื่อมีอาการเหนื่อยล้า ทำงานหนัก
หากคุณมีอาการใต้ตาบวมมากกว่าคนทั่วไปเป็นปกติและยิ่งบวมมากขึ้นเมื่อรู้สึกอ่อนล้าหรือทำงานหนัก อาจมีสาเหตุมาจากการขาดโปรตีนจำเป็น กรดไขมันสำคัญ กรดโฟลิค และวิตามินบี คุณควรเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยเลือกทานอาหารที่มีโปรจำเป็นและมีวิตามินบี12 อย่างเนื้อสัตว์และปลาและดื่มนมหรือทานผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม เช่น ชีส ซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี6
5.ใต้ตาบวมเนื่องจากนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด การเพ่งหน้าจอเป็นเวลานาน ฯลฯ
อาการใต้ตาบวมอันมีสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละวัน อย่างนอนดึก เครียด ใช้สายตาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือทีวีเป็นเวลานาน ชั่วโมงการทำงานต่อเนื่องยาวนาน ความอ่อนล้าสะสม ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ ล้วนปรากฎออกมาในรูปของสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมและตาคล้ำบวม วิธีการบรรเทาอาการที่ดีที่สุด คือการหาเวลานอนหลับยาวๆ สักงีบ ให้ร่างกายได้พักผ่อนฟื้นตัวและซ่อมแซมตัวเองบ้าง โดยระหว่างนั้นคุณอาจใช้ถุงชาแช่เย็น แตงกวาสไลด์ หรือมาส์กสำหรับดวงตาแปะทิ้งไว้ที่ดวงตาด้วย และเพื่อแก้ปัญหาให้เห็นผลในระยะยาวคุณควรเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเองเข้านอนเร็วขึ้นหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเครียด พักสายเป็นระยะหากต้องเพ่งมองหน้าจอเป็นเวลานานและเวลาพักผ่อนยามที่รู้สึกว่าร่างกายอ่อนล้าค่ะ
ข้อควรระวัง
1. หากคุณมีอาการแพ้ชาบางชนิดควรใส่ใจกับประเภทของชาที่คุณนำมาใช้ประคบดวงตา
2. ไม่ใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งสัมผัสผิวหนังบริเวณรอบๆ ดวงตาโดยตรง
3. ใส่ใจกับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบริเวณรอบดวงตาหรือการมาส์กดวงตาเองที่บ้าน หากอาการถุงใต้ตาบวมกลับเป็นมากขึ้นหรือมี
4. อาการข้างเคียงอื่นให้หยุดใช้ในทันทีและเข้าพบผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำปรึกษาและทำการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะอาการบวมใต้ดวงตาเกิดได้จากหลายสาเหตุการใช้ครีมสำหรับกระชับถุงใต้ตาหรือการบำบัดเองที่บ้านอาจไม่ใช่คำตอบที่ตรงจุด
5. ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนตัดสินใจทำทรีตเม้นต์เกี่ยวกับดวงตาใดๆ การทำความเข้าใจในปัญหาและวินิจฉัยสาเหตุได้อย่างถูกต้องจะทำให้คุณไม่ต้องสูญเงินไปกับการทำทรีตเม้นต์โดยใช่เหตุ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|