ครีมหน้าเด้ง ดีจริงหรือ?
ครีมหน้าเด้งในปัจจุบันนั้นมีวางขายกันให้เกลื่อนกลาดทั้งสาวหน้อยสาวใหญ่หากซื้อกันเป็นว่าเล่น และหวังให้
ใบหน้าของตัวเองดูใสดูเด็กหลงเชื่อในคำโฆษณา ครีมหน้าเด้ง นั้นหากว่าคุณสาว ๆ ไม่รู้จักแหล่งที่มาไปก็เป็นอันตรายอยูนะค่ะหากว่าคิดจะซื้อมาใช้จริง ๆ ก็ควรจะทำการศึกษากันสักนิด
ครีมหน้าเด้ง
ผิวหน้าในวัยเด็กจะเต่งตึงและเด้งได้อันหมายถึง เมื่อหัวเราะหรือร้องไห้ริ้วรอยจากอิริยาบถบนใบหน้าจะหายไปทันทีที่หยุดหัวเราะหรือร้องไห้แม้ว่าจะทำบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่ในวัยที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะเมื่ออายุ 30 ขึ้นไป ความเครียด ความกังวล ความเสียใจ จะไปปรากฏบนใบหน้าอย่างชัดเจนโดยเราไม่รู้ตัวทำให้เกิดริ้วรอยบนหน้าผากหรือหัวเราะมากไปก็เกิดริ้วรอยที่ร่องแก้ม หางตา ใต้ตาได้
ริ้วรอยในวัยผู้ใหญ่จะเลือนหายไปยาก เนื่องจากผิวหน้าไม่เด้งเหมือนเด็กแล้วเสมือนหนึ่งยางยืดที่หมดคุณภาพพอยืดไปแล้วไม่อาจคืนตัวได้ฉันใดก็ฉันนั้น
ครีมหน้าเด้ง ได้ผลแค่ไหน? (มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค) โดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไรคือกลไกสำคัญในการควบคุมทำให้หน้าเด้ง?
ชั้นใต้ผิวหนังของคนเรามีองค์ประกอบของโปรตีนชนิดที่เป็นมัด เรียกว่า "มัดคอลลาเจน" (Collagen bundle)และ "มัดอีลาสติน" (Elastin bundle)
คอลลาเจนนั้นทำหน้าที่อุ้มน้ำได้มากทำให้ผิวหน้าเต่งตึง ส่วนอีลาสตินทำหน้าที่ควบคุมความยืดหยุ่นของผิวหนังทั้งสองคุณสมบัตินี้ทำให้ผิวหน้าเด้งได้ดีมากในวัยเด็ก คุณภาพของโปรตีนทั้งสองชนิดนี้จะเสื่อมไปตามวัยที่เพิ่มขึ้นทำให้ผิวหน้าในวัยผู้ใหญ่ไม่เด้งเหมือนเก่า ริ้วรอยที่เกิดจากความทุกข์ความกังวลภายใต้จิตสำนึกจึงไปปรากฏออกบนใบหน้า จะพบว่าปัจจัยภายในของจิตใจมีบทบาทสำคัญมากต่อผิวหน้า
สำหรับปัจจัยภายนอกที่สำคัญ เช่น ต้องดูแลผิวหน้าที่ถูกต้องเหมาะสมคือการหมั่นรักษาและปกป้องผิวหน้าให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ภายหลังการอาบน้ำล้างหน้าทุกครั้ง ควรชโลมด้วยครีมบำรุงผิวเพียงเล็กน้อยแต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อทดแทนน้ำมันธรรมชาติจากผิวหนังที่ถูกชะล้างออกไปกับสิ่งสกปรกในระหว่างอาบน้ำล้างหน้า ที่สำคัญหมั่นเทขยะคือความเครียดออกจากใจเราทุกคืนก่อนนอนพักผ่อนให้อิ่ม อาหารให้ครบทุกหมู่เท่านี้ผิวหน้าก็เด้งได้อยู่นานเกินวัยเสียอีก

สิ่งทดแทนที่นักวิทยาศาสตร์หามาทดแทนธรรมชาติที่เสื่อมไป?
นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามหาสิ่งทดแทนเพื่อป้องกันและคืนสภาพความเด้งของผิวหน้ามาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การนำสารสกัดคอลลาเจนและอีลาสตินที่ใกล้เคียงธรรมชาติของผิวหนังคนเรามากที่สุดคือ เอามาจากรกคนและรกสัตว์ใหญ่ภายหลังการคลอดลูกเพื่อมาทำเป็นคอลลาเจนครีมซึ่งมีราคาแพง จากนั้นก็เป็นกระแสของสารอื่น ๆ เช่น ครีมเอเอชเอ (AHA), ครีมเรตินเอ (Retin-A), และวิตามินครีม
ปัจจุบันกระแสของสมุนไพรนานาชนิดกำลังมาแรงความน่าเชื่อถือของสารทั้งหลายที่นักวิทยาศาสตร์สรรหามาให้ใช้ไม่ว่าจะเป็น สารสังเคราะห์หรือสารสกัดสมุนไพร จะอยู่ที่ผลงานวิจัยที่มีศึกษากันมาก ๆ ทั่วโลกและต้องได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวางจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยและอาการข้างเคียงที่อาจแถมมาให้
สำหรับสารสกัดสมุนไพรนานาชนิดนั้นจุดเด่นที่ถูกกล่าวอ้างคือ มาจากธรรมชาติประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะอยู่ที่ชนิดของสารสกัดสมุนไพรเองว่ามีฤทธิ์จริงหรือไม่ ขบวนการสกัดทำถูกต้องหรือไม่และความเข้มข้นของปริมาณสารสำคัญเพียงพอต่อการออกฤทธิ์หรือไม่ ประการสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอีกประการหนึ่งก็คือความคงตัวของสารสกัดสมุนไพรซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมักจะไม่คงตัวมักจะสลายตัวได้ง่ายเมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงการซึมผ่านเข้าผิวหนังต้องดีประสิทธิผลจึงจะเกิดได้
สำหรับคำว่า "นาโนเทคโนโลยี" อันหมายถึงเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อทำให้อนุภาคของสารมีขนาดละเอียดมากเป็นนาโนเมตร ทำให้สามารถซึมทะลุผิวหนังได้ดีนั้น ไม่อยากให้ตื้นเต้นกับคำพูดใหม่ ๆ เหล่านี้นัก เพราะความจริงเนื้อครีมทั้งหลายแหล่ที่อยู่ในท้องตลาดต้องใช้นาโนเทคโนโลยีเกือบทั้งหมด เนื่องจากครีมเครื่องสำอางทั่วไปจะประกอบไปด้วยอนุภาคขนาดละเอียดเป็นนาโนเมตรกระจายตัวอยู่ในเนื้อครีมนั่นเอง
สารพัดครีมเป็นเพียงปัจจัยเสริมย้อนกลับไปปฏิบัติให้ถูกวิธีดูแลจิตใจให้หายเครียดและดูแลร่างกายด้วยหลักโภชนาการ ชโลมด้วยอาหารเสริมภายนอกคือเครื่องสำอางแต่พองามหมั่นศึกษาหาข้อมูลทางวิชาการต่างๆ เพื่อประกอบกับการพิจารณาสารพัดโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายก่อนซื้อไว้ครอบครองจะ ได้ไม่เสียใจและเครียดหนักกว่าเก่าภายหลังหากหน้าไม่เด้งตามที่คาดหวังไว้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
|